
กรุงไทยการไฟฟ้า ขับเคลื่อนโครงการ "การเรียนรู้สู่ธรรมวาที"
เพื่อ พระ…พุทธศาสนา สู่ความมั่นคงในไตรสิขา
และเป็นกำลังในการธำรงพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน
“ปฐมบท” ของเส้นทางการเรียนรู้สู่ธรรมวาที
ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การธำรงพระพุทธศาสนาให้เป็นที่พึ่งทางใจของผู้คน ไม่ได้อาศัยเพียงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเท่านั้น หากยังต้องอาศัยการหนุนเสริมให้พระภิกษุได้มีโอกาสศึกษา ฝึกฝน และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้วยเจตนารมณ์นี้ บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด จึงได้ปวารณาถวายการสนับสนุนโครงการ “การเรียนรู้สู่ธรรมวาที
ในวาระ ๑๒๐ ปี พุทธทาสภิกขุ” โดยมีคณะพระภิกษุผู้มีฉันทะร่วมกันออกแบบและขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ และมีหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ทำหน้าที่ประสานงาน อำนวยการ และถวายการรับใช้ เพื่อเปิดโอกาสให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษา ฝึกฝน ปฏิบัติภาวนา และเติบโตในไตรสิกขา อันจะเป็นกำลังในการธำรงพระพุทธศาสนาสืบไป
เมื่อพระภิกษุบวชแล้วควรเรียนรู้อะไรอีกบ้าง?
คำถามนี้อาจดูเหมือนตอบได้ง่าย เพราะชีวิตพระย่อมมีทั้งการศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติภาวนาอยู่แล้ว แต่เมื่อแต่ละรูปอยู่ต่างวัด ต่างสำนัก มีพื้นฐาน ความสนใจและหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน เส้นทางการเรียนรู้ของพระภิกษุจึงไม่ได้มีอยู่เพียงเส้นทางเดียว
ระหว่างวันที่ ๑๕–๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๙ พระภิกษุจากหลากหลายวัดได้มาอยู่ร่วมกัน ณ วัดมเหยงคณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม “ปฐมบทเส้นทางการเรียนรู้สู่ธรรมวาที” ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้พระภิกษุได้พบครูบาอาจารย์ อาทิ พระราชภาวนาวชิรญาณ (สุรศักดิ์ เขมรังสี) เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์, พระราชวัชรบัณฑิต (ประนอม ธัมมาลังกาโร) เจ้าอาวาสวัดจากแดง, พระมหาสุเทพ สุทธิญาโณ ประธานกลุ่มอาสาคิลานธรรม และพบพระภิกษุผู้ร่วมออกเดินทาง ตลอดจนมองเห็นความเป็นไปได้ของการเรียนรู้ในชีวิตสมณะให้กว้างขวางยิ่งขึ้น



คำว่า “ธรรมวาที” ในความหมายของโครงการไม่ได้หมายถึงเพียงพระภิกษุผู้สื่อสารธรรมะเก่ง หรือสามารถขึ้นแสดงธรรมได้ดีเท่านั้น แต่หมายถึงพระภิกษุผู้เรียนรู้และเข้าใจพระธรรมวินัย นำสิ่งที่เรียนรู้มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการปฏิบัติ ตลอดจนสามารถสื่อสารสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม และนำพาผู้คนและสังคมไปสู่ปัญญาได้ การเรียนรู้สู่ความเป็นธรรมวาที จึงไม่ใช่เรื่องของทักษะการพูดเพียงอย่างเดียว หากครอบคลุมทั้งการศึกษาการปฏิบัติภาวนา ปฏิปทา การดำเนินชีวิตสมณะ การสร้างสรรค์งานธรรม และความรับผิดชอบที่พระภิกษุพึงมีต่อพระพุทธศาสนาและสังคม
ด้วยเหตุนี้ “ปฐมบท” ครั้งนี้ จึงไม่ได้เริ่มต้นด้วยการนำเสนอรายวิชาหรือหลักสูตรทันที แต่เริ่มจากการเชิญชวนนิมนต์พระภิกษุให้ได้มองโลกการศึกษา มองชีวิตสมณะ และมองเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองให้กว้างขึ้น ตั้งแต่การบรรยายเรื่องเส้นทางแสวงปัญญาของมนุษยชาติ มาจนถึงวงสนทนา “พระ วัด บ้าน ป่า ปัญหา โลก” ที่นำประสบการณ์จากด้านปริยัติ การภาวนา วิถีพระวัดบ้าน และพระวัดป่า มาอยู่ในวงสนทนาเดียวกัน ก่อนเปิดพื้นที่ให้พระภิกษุได้แลกเปลี่ยนกันต่อในกลุ่มย่อย เพราะในความเป็นจริง พระบางรูปอาจมีพื้นฐานด้านการศึกษา บางรูปเติบโตมากับการภาวนา บางรูปทำงานกับชุมชน บางรูปสนใจงานเผยแผ่ และอีกหลายรูปยังอยู่ระหว่างการมองหาว่าตนเองควรเรียนรู้และพัฒนาด้านใดต่อไป
สิ่งที่โครงการพยายามเปิดให้เห็น จึงไม่ใช่การบอกว่าพระทุกรูปควรเดินไปในทางเดียวกัน แต่เป็นการช่วยกันมองว่า ในความแตกต่างเหล่านั้น มีสิ่งใดที่สามารถเรียนรู้จากกันและกันได้บ้างช่วงหนึ่งจึงเป็นการฟังครูบาอาจารย์ช่วงหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนในวงเล็ก บางช่วงชวนกันตั้งคำถาม และบางช่วงกลับมาอยู่กับตนเองผ่านการปฏิบัติภาวนา



ในวันที่สอง กระบวนการเรียนรู้ค่อย ๆ เคลื่อนกลับเข้ามาสู่ชีวิตภายในมากขึ้น ผ่านกิจกรรม “ภาวนาcafé” “ชวนชิมพุทธธรรม” และ “เส้นทางสู่ปัญญาภาวนา” ตลอดจนการกลับมาทำความเข้าใจความหมายของการสวดมนต์ การสาธยาย และพิธีกรรมที่อยู่ในวิถีชีวิตของพระภิกษุ ทั้งหมดนี้สะท้อนเจตนาของโครงการที่ไม่ได้แยกการศึกษาออกจากการปฏิบัติ แต่พยายามเชื่อมโยงพุทธธรรม พระวินัย การภาวนา ปฏิปทา และทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตสมณะเข้าด้วยกัน โดยวางเส้นทางการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความพร้อม และฉันทะของพระภิกษุแต่ละรูป
ในวันสุดท้าย กิจกรรม “เปิดโลกกว้าง ทางการศึกษาธรรม” ชวนให้เห็นความเป็นไปได้ของเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งการศึกษา การภาวนา การทำงานกับสังคม และงานเผยแผ่ ก่อนเชื่อมเข้าสู่ภาพรวมของโครงการการเรียนรู้สู่ธรรมวาที และพื้นที่การเรียนรู้ที่จะค่อย ๆ เปิดขึ้นต่อจากนี้ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากสามวันนี้ คือการเรียนรู้ของพระภิกษุไม่ได้เกิดขึ้นจากครูผู้สอนหรือเนื้อหาวิชาเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการได้พบพระต่างวัด การฟังประสบการณ์ของกันและกัน การพบครูบาอาจารย์ที่ตนสามารถกลับไปปรึกษา และการมีพื้นที่ที่ทำให้รู้ว่า
ตนไม่ได้เรียนรู้หรือกำลังค้นหาอยู่เพียงลำพัง นี่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่โครงการให้ความสำคัญ คือการเกิดขึ้นของ สังฆะการเรียนรู้ ระหว่างพระภิกษุและครูบาอาจารย์ ซึ่งจะช่วยเกื้อหนุนให้การศึกษาและการปฏิบัติไม่จบลงพร้อมกับกิจกรรมครั้งใดครั้งหนึ่งแต่สามารถเชื่อมโยงและเดินหน้าต่อไปได้
ด้วยเหตุนี้ การพบกันครั้งนี้จึงใช้ชื่อว่า “ปฐมบท” ไม่ใช่เพราะสามวันนี้จะให้คำตอบได้ทั้งหมดว่า พระภิกษุแต่ละรูปควรเรียนอะไร หรือควรเดินไปในเส้นทางใด แต่เพราะนี่คือการเริ่มต้นทำความรู้จักเส้นทางต่าง ๆ เริ่มต้นพบครูบาอาจารย์และสหธรรมิกร่วมทาง เริ่มต้นมองเห็นสิ่งที่ตนเองยังต้องเรียนรู้ และอาจรวมถึงการเริ่มต้นถามตนเองอีกครั้งว่า จากชีวิตสมณะที่กำลังดำเนินอยู่ ท่านอยากเรียนรู้และเติบโตต่อไปอย่างไร กิจกรรมปฐมบทจบลงแล้ว แต่การเรียนรู้สู่ธรรมวาที เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
โครงการนี้ได้รับคำปรึกษาจากคณะที่ปรึกษาทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส โดยมีพระภิกษุเป็นกำลังสำคัญในการร่วมออกแบบและขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ มีหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ทำหน้าที่ประสานและอำนวยการการเรียนรู้ และได้รับการสนับสนุนทุนดำเนินงานจาก บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด เพื่อร่วมกันเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้การเรียนรู้ของพระภิกษุดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและงอกงาม

#กรุงไทยการไฟฟ้า
#โครงการทุนการศึกษา #กรุงไทยการไฟฟ้า #สนับสนุนนิเวศการเรียนรู้
#ส่งต่อปณิธานการพัฒนาคนคือการสร้างความยั่งยืนที่ไม่สิ้นสุด
สนับสนุนนิเวศการเรียนรู้ เพราะทุกพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อก้าวไปสู่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”